top of page
ค้นหา

วิธีวัดผล ROI โฆษณาคลีนิกความงาม ให้เจ้าของคลีนิกเข้าใจได้จริง

  • รูปภาพนักเขียน: Gim Woo-Bin
    Gim Woo-Bin
  • 20 พ.ค.
  • ยาว 1 นาที

ปัญหาที่พบบ่อยของเจ้าของคลีนิกคือรู้ว่าใช้งบโฆษณาไปเท่าไหร่ แต่ไม่รู้ว่าได้อะไรกลับมาบ้าง

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจตัวชี้วัดที่สำคัญและวิธีคำนวณความคุ้มค่าของการลงทุนโฆษณาอย่างตรงไปตรงมา


KPI ที่สำคัญที่สุด 5 ตัวสำหรับคลีนิกความงาม

ตัวที่ 1 — Cost Per Lead (CPL): ต้นทุนในการได้ลูกค้าที่สนใจมาติดต่อ 1 คน คำนวณจาก งบโฆษณาทั้งหมด หารด้วย จำนวน Lead ที่ได้ คลีนิกที่มีการจัดการที่ดีควรมี CPL ไม่เกิน 300 บาท


ตัวที่ 2 — Conversion Rate: อัตราส่วนของ Lead ที่จองนัดจริง คำนวณจาก จำนวนคนที่จองนัด หารด้วย จำนวน Lead ทั้งหมด คูณ 100 คลีนิกทั่วไปอยู่ที่ 30-50%


ตัวที่ 3 — Cost Per Booking: ต้นทุนในการได้คนนัดจริง 1 คน คำนวณจาก CPL หารด้วย Conversion Rate ตัวนี้สำคัญกว่า CPL เพราะวัดจากคนที่มาถึงจริง


ตัวที่ 4 — Average Order Value (AOV): มูลค่าเฉลี่ยต่อการรักษา 1 ครั้ง ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะทำให้ ROI สูงขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มงบโฆษณา


ตัวที่ 5 — ROAS (Return on Ad Spend): ทุก 1 บาทที่ลงทุนโฆษณา ได้รายได้กลับมาเท่าไหร่ คำนวณจาก รายได้จากโฆษณา หารด้วย งบโฆษณา คลีนิกที่ดีควรมี ROAS อย่างน้อย 3-5x


ตัวอย่างการคำนวณจริง

สมมติคลีนิกใช้งบโฆษณา 30,000 บาท ได้ Lead 100 คน CPL = 300 บาท มี 40 คนจองนัด Conversion Rate = 40% Cost Per Booking = 750 บาท AOV = 5,000 บาท รายได้รวม = 200,000 บาท ROAS = 6.7x แปลว่าทุก 1 บาทที่ลงทุน ได้กลับมา 6.7 บาท


เมื่อไหร่ที่ตัวเลขบอกว่ามีปัญหา

ถ้า CPL สูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกสัปดาห์โดยไม่เปลี่ยน Targeting แปลว่า Creative เริ่ม Fatigue ต้องเปลี่ยนทันที ถ้า Conversion Rate ต่ำกว่า 20% ปัญหาอาจอยู่ที่ทีมตอบแชทหรือ Offer ไม่ดึงดูด


สรุป

การวัดผลที่ถูกต้องทำให้คุณรู้ว่าควรเพิ่มหรือลดงบโฆษณา และจุดไหนที่ต้องปรับปรุงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น


PDM GROUPS ทำ Weekly Report ที่โปร่งใสให้เห็นทุก KPI อย่างชัดเจน

ติดต่อเราได้ที่ 099-594-2419 ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page